ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การถามอาชีพ

ประโยคในการถามอาชีพเป็นภาษาอังกฤษ เอาแบบง่ายๆ สักสองอย่างนะครับ

What do you do?

ว็อท ดุ ยุ ดู (คุณทำงานอะไร)

What is your job?

ว็อท ทิส ยัว จอบ (งานของคุณคือะไร)

ส่วนคำตอบก็สามารถตอบได้สองแบบเหมือนกัน คือ

I’m doctor. 

ไอม มะ ด๊อคเทอะ (ฉันเป็นหมอ) บอกอาชีพไปเลย

I work in a hospital.

อาย เวิค คิน นะ ฮ๊อสปิเทิล (ฉันทำงานในโรงพยาบาล) บอกสถานที่ทำงาน

บอกอาชีพ

I’m a teacher.  (ไอม มะ ทีชเชอะ) ฉันเป็นครู

I’m a postman. (ไอม มะ โพ๊สเมิน) ฉันเป็นไปรษณีย์

I’m a policeman. (ไอม มะ พะลิ๊สเมิน) ฉันเป็นตำรวจ

I’m a teller. (ไอม มะ เท๊ลเลอะ) ฉันเป็นคนรับจ่ายเงิน

I’m a cook. (ไอม มะ คุก) ฉันเป็นพ่อครัว

บอกสถานที่ทำงาน

I work in ABC school. (อาย เวิค คิน เนบีซี สกูล)  ฉันเทำงานในโรงเรียนเอบีซี

I work in a post office. (อาย เวิค คิน นะ โพส  สตอฟฟิส) ฉันเทำงานในสำนักงานไปรณีย์แห่งหนึ่ง

I work in a police station. (อาย เวิค คิน นะ พะลิ๊ส สเต๊เชิน) ฉันเทำงานในโรงพักแห่งหนึ่ง

I work in a bank. (อาย เวิค คิน นะ แบ๊งค) ฉันเทำงานในธนาคารแห่งหนึ่ง

I work in a restaurant. (อาย เวิค คิน นะ เร๊สตะรอง) ฉันเทำงานในภัตตาคารแห่งหนึ่ง

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การถามอายุ

การถามน้ำหนักและส่วนสูง ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยเล่น แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่ต้องถาม เช่น คุณพยาบาลถามคนไข้ การสัมภาษณ์งาน ในกรณีที่ต้องการทราบน้ำหนักส่วนสูงเป็นต้น

การถามน้ำหนัก

How much do you weigh?

ฮาว มัช ดุ ยุ เว๊  (คุณหนักเท่าไหร่)

I weigh 50 kilograms.

อาย เว ฟิฟทิ คิ๊เลอะแกรมส (ฉันหนัก 50 กิโลกรัม)

การถามส่วนสูง

How tall are you?

ฮาว ทอล ลา ยู  (คุณสูงเท่าไหร่)

I’m 150 centimeters tall.

ไอม วัน ฮั๊นเดริด ฟิ๊ฟทิ เซ็นทิมี๊เทอส ทอล

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การถามอายุ

การถามอายุถือว่าเป็นการถามเรื่องส่วนตัวมากๆ จะถามอายุได้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เช่นการสัมภาษณ์งาน การกรอกข้อมูลต่างๆ ไม่ควรถามเล่นๆ เพราะถือว่าเป็นการไม่สุภาพ

สำนวนที่ใช้ถาม

How old are you?

ฮาว โว๊ล ดา ยู

จริงๆแล้วประโยคนี้แปลว่า แก่อย่างไร คือ คุณ แต่แปลให้สละสลวยว่า คุณอายุเท่าไหร

สำนวนที่ใช้ตอบ

I’m twenty years old.

ไอม เทว็๊นทิ เยีย โซลด

แปลว่า ฉัน ยี่สิบ ปี แก่ ฟังแล้วขัดหูชอบกล แปลให้สละสลวยแล้วกันว่า ฉันอายุยี่สิบปี

คำว่า twenty ก็เปลี่ยนเป็นตัวเลขที่เป็นอายุจริงของเรานะครับ

 

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่่อสาร การถามชื่อ

สำนวนสำหรับการถามชื่อ

การถามชื่อด้วยสำนวนธรรมดา

What is your name?

ว็อท ทิส ยัว เนม แปลว่า อะไรคือชื่อของคุณ สำนวนไทย คือ คุณชื่ออะไรนั่นแหละ

เวลาตอบก็สามารถตอบได้ว่า

My name is Tom Hank.

มาย เนม มิส ทอม แฮงค ชื่อของผมคือทอม แฮงค์ หรือ

I am Tom Hank.

อาย เยิม ทอม แฮงค ผมคือ ทอม แฮงค์

แต่เพื่อเป็นการแสดงความสุภาพเวลาถามให้เติม please ต่อท้ายด้วย เช่น

What is your name, please?

ว็อท ทิส ยัว เนม พลีส  คุณชื่อะไรค่ะ/ครับ  เวลาตอบก็เหมือนเดิมครับ

การถามด้วยสำนวนแบบสุภาพ

การถามชื่อแบบสุภาพมีสองสำนวนที่ใช้กันคือ

May I have your name?

เม ยาย แฮฝ ยัว เนม

Could I have your name?

คุด ดาย แฮฝ ยัว เนม

ส่วนเวลาตอบ ก็ตอบเหมือนกับด้านบนนั่นแหละครับ

สองสำนวนนี้ แปลเป็นไทยๆ คือ ขอทราบชื่อด้วยคะ/ ครับ ก็เอาไปฝึกฝนกันเอาไว้ใช้งานแล้วกันนะครับ

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การแนะนำคนอื่นให้รู้จักกัน

การแนะนำบุคคลอื่นให้รู้จักกัน

ประโยคการแนะนำเพื่อนๆ หรือบุคคลอื่นๆให้รู้จักกันก็มีทั้งแบบกันเอง และแบบทางการครับผม การแนะนำเพื่อนๆเราให้รู้จักกัน ก็ใช้แบบไม่เป็นทางการได้เลย ง่ายดี ส่วนการแนะนำบุคคลที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีตำแหน่งหน่อยก็ใช้แบบเป็นทางการนะครับ จะได้ดูสุภาพ

การแนะนำแบบเป็นกันเอง

สมมติว่าเรารู้จักทั้งแดนและดี แต่สองคนนี้ไม่รู้จักกัน เราสามารถแนะนำได้ว่า
Dan, this is Dee. Dee, this is Dan.
แดน ดิส สิส ดี   ดี ดิส สิส แดน
แดน นี่คือดี  ดี นี่คือแดน
เอาแบบนี้แหละง่ายดี
หลังจากที่แนะนำแล้ว สองคนนี้ต้องแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกัน โดยพูดว่า
Nice to see you.
ไนซ ทุ ซี ยู  หรือจะพูดว่า
Nice to meet you.
ไนซ ทุ มีท ชู ก็ได้ สองสำนวนนี้แปลว่า ยินดีที่ได้รู้จัก

การแนะนำอย่างเป็นทางการ

ใช้กับผู้หลักผู้ใหญ่ หรือผู้มีตำแหน่งใหญ่โตหน่อย เราแนะนำว่า
Mr. John, I’d like you to meet Mr. Jo.
มิสเตอะ จอน ไอด ไลค ยู ทุ มีท มิสเตอะ โจ
คุณจอห์นครับ ผมอยากให้ท่านรู้จักกับคุณโจครับ
สองท่านนี้ก็ต้องแสดงความยินดีตามธรรมเนียมโดยพูดสำนวนนี้ทั้งสองท่านเลย ว่า
How do you do?
เฮา ดุ ยุ ดู  แปลความได้ว่า ยินดีที่ได้รู้จัก นะครับ

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การแนะนำตนเอง

การแนะนำตนเอง (Introducing Oneself)

การแนะนำตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่ยากเย็นอะไรนะครับ ให้เริ่มโดยการทักทายก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยบอกว่าเราชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน และแสดงความยินดีที่ได้รู้จัก แค่นี้ก็พอครับ

ซึ่งการแนะนำตนเองก็มีแบบง่ายๆเป็นกันเอง และการแนะนำตนเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งถ้าเราเป็นนักเรียนก็แนะนำแบบเป็นกันเองก็ได้ ส่วนการ

แนะนำตนเองอย่างเป็นทางการนั้น สำหรับนักธุรกิจและผู้นำระดับบิ๊กๆ แล้วกัน จำไว้ว่าควรประกอบด้วยสี่ส่วนคือ ทักทาย บอกชื่อ บอกข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย กล่าวแสดงความรู้สึกดีที่ได้เจอกัน

การแนะนำตนเองแบบเป็นกันเอง

Hello. (ทักทาย)
เฮ็ลโล๊ (สวัสดี)
My name’s Tongdee. (บอกชื่อ)
มาย เนมส ทองดี (ผมชื่อทองดี)
I’m from Thailand. (ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไอม ฟรอม ไท๊แลนด (ผมมาจากประเทศไทย)
I’m an exchange student. (ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไอม เมิน นิกซเช๊นจ สติ๊วเดินท (ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน)
Glad to meet you. (แสดงความยินดีที่ได้เจอกัน)
แกลด ทะ มีท ชู (ดีใจที่ได้เจอกัน)

การแนะนำตนเองแบบเป็นทางการ

Good morning. (ทักทาย)
กุด ม๊อนิง (อรุนสวัสดิ์ครับ)
May I introduce myself? (ขออนุญาต)
เม๊ ยาย ยินทระดิ๊วซ มายเซ๊ลฟ (ผมขออนุญาตแนะนำตัวเองนะครับ)
My name is Somchai Rakdee. (บอกชื่อ)
มาย เนม มิส สมชาย รักดี (ผมชื่อสมชาย รักดี)
I’m the marketing manager from ABC company. (ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไอม เดอะ ม๊าคิททิง แม๊นนิจเจอะ ฟรอม เอบีซี คั๊มพะนี (ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดจากบริษัทเอบีซี)
Nice to meet you. (แสดงความยินดีที่ได้เจอกัน)
ไนซ ทะ มีท ชู (ยินดีที่ได้รู้จัก)

อีกสำนวนหนึ่งของการขออนุญาตแนะนำตัวคือ
Let me introduce myself.
เล็ท มี อินทระดิ๊วซ มายเซ๊ลฟ
แต่จำไว้ใช้แค่อันเดียวก็พอนะครับ ส่วนเป็นใครมาจากไหน ก็ปรับเปลี่ยนกันเอาเองแล้วกัน

ภาษาัอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การกล่าวลา

การกล่าวลา (Leave Taking)

หลังจากที่ได้ทักทายกันแล้ว และพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอก็ได้เวลาอำลากันแล้ว คำที่ใช้กล่าวลาก็มีเยอะเหมือนกัน จำไว้ใช้งานสักสองสามประโยคก็พอนะครับ

สำนวนกล่าวลาที่ไม่ระบุเวลา

Goodbye.
กุ๊ดบาย (ลาก่อน)
Bye
บาย (ลาก่อนเด้อ)
See you then.
ซี ยู เด็น (ค่อยเจอกันใหม่)
See you later.
ซี ยู เล๊เทอะ (ค่อยเจอกันใหม่)

สำนวนกล่าวลาที่ระบุเวลา

ถ้าเรารู้ว่าจะเจอกันอีกครั้งเมื่อไหร่ ก็สามารถใช้สำนวนนี้ได้เลย

See you…..
ซี ยู …. (เจอกัน….)
จะเจอกันตอนไหนก็เติมคำเอาเอง เช่น
tomorrow ทุม๊อโร (พรุ่งนี้)
next week เน็กซ วีค (สัปดาห์หน้า)
next month เน็กซ มันธ (เดือนหน้า)
next year เน็กซ เยีย (ปีหน้า)
on Monday (ออน มันเดย์ วันจันทร์)
on Tuesday (ออน ทิวสเดย์ วันอังคาร)
และวันอื่นๆที่เหลือ

อีกสำนวนหนึ่งที่นานๆฝรั่งจะใช้พูดกับคนไทย คือ

Good day.
กุ๊ด เดย์ ซึ่งตัดทอนมาจาก
Have a good day.
แฮฝ ฝะ กุ๊ด เดย์ (ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี)

สำนวนเหล่านี้มีเยอะไว้เพื่อศึกษาเท่านั้น เวลาเอาไปใช้งานจริง แค่พูดว่า Goodbye ก็พอแล้วครับ

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การถามทุกข์สุข

ประโยคการถามทุกข์สุขที่ว่า สบายดีไหมนั้นเป็นของอังกฤษโดยแท้เลย เพราะในประเทศอังกฤษอากาศจะแปรปรวน เปลี่ยนแปลงได้บ่อยไม่เลือกเวลา ในตอนเช้าอาจมีฝนตก สายมาหน่อยแดดเปรี้ยงๆ ก็ได้ ซึ่งประเทศเขาไม่มีฤดูกาลชัดเจนอย่างบ้านเรา ซึ่งในบ้านเราฝนจะตกหน้าฝน แดดจะร้อนในหน้าร้อน และจะสังเกตเห็นว่าคนอังกฤษจะพกร่มติดตัวเป็นนิสัย บ่งบอกให้รู้ว่าอากาศของประเทศเขาเป็นอย่างไร มาดูประโยคที่ใช้ถามทุกข์สุขกันเลยครับ มีหลายตัว เอาไว้ใช้งานแค่ตัวสองสามตัวแรกก็พอครับ ทั้งหมดนี้แปลได้ความว่าสบายดีไหมทั้งหมดเลยครับ คำแปลด้านล่างเป็นการแปลจากคำศัพท์นะครับ ส่วนในวงเล็บเป็นการแปลเล่นๆ  อย่าไปสนใจ

สำนวนเอาไว้ถาม

How are you?
ฮาว   วา   ยู
อย่างไร เป็น คุณ (คุณเป็นอย่างไร)

How are you going?
ฮาว วา ยู โก๊วิง
อยางไร คุณ กำลังไป (เป็นมาเป็นไปยังไง)

How are you doing?
ฮาว วา ยู  ดู๊วิง
อย่างไร คุณ กำลังทำ (เป็นไง ทำอะไรอยู่)

How’s it going? 
ฮาว สิท โก๊วิง
อย่างไร มัน กำลังไป (ชีวิตคุณ กำลังเป็นไปอย่างไร)

How have you been? 
ฮาว แวฝ ยู บีน
อย่างไร คุณ อยู่ (คุณเป็นอยู่อย่างไร) อันนี้นานๆเจอกันที

How’s everything?
ฮาว เซฝริธิง
อย่างไร คือ ทุกอย่าง (ทุกอย่างในชีวิคุณเป็นอย่างไร)

สำนวนเอาไว้ตอบว่าสบายดี

อย่างที่บอกไว้นะครับว่าให้จำเอาสำนวนที่จะนำไปใ้ช้สักสองสามอันก็พอ ที่เหลือก็ศึกษาไว้ครับ เผื่อมีฝรั่งเขามาถามจริง สำนวนด้านล่างเป็นการตอบรับคำถามด้านบนนะครับ ด้านล่างนี้ แปลว่า สบายดี

I’m fine.
ไอม ไฟน
ฉัน สบายดี

I’m very well.
ไอม เวริ เวล
ฉัน มาก สบายดี (ฉันสบายดีมาก)

I’m good.
ไอม กุด
ฉัน  ดี (ฉันสบายดี)

I’m O.K.
ไอม โม เค
ฉัน โอเค

สำนวนด้านล่างนี้แสดงว่าชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลง ชีวิตเช่นเดิม

So so.
โซ โซ
งั้น งั้น

Not too bad.
น็อท ทู แบด
ไม่ เกินไป เลวร้าย (ไม่มีอะไรเลยร้าย)

 ส่วนสำนวนด้านล่างนี้เอาไว้ตอบว่าไม่สบาย

I’m not very well.
ไอม น็อท เวริ เว็ล
ฉัน ไม่ มาก สบายดี (ฉันไม่สบายเท่าไหร่หรอก)

เมื่อบอกว่าไม่สบายก็บอกเขาต่อไปเลยว่าเป็นอะไร ไม่ต้องรอให้เขาถาม

I’ve got a headache.
ไอฝ ก็อท อะ เฮดเดค
ผม มี ปวดหัว (ผมมีอาการปวดหัว)

I’ve got a toothache.
ไอฝ ก็อท อะ ทุธ เอค
ผม  มี  ปวดฟัน (ผมมีอาการปวดฟัน)

I’ve got a stomachache.
ไอฝ ก็อท อะ สต๊อมเมิคเคค
ผม มี ปวดทอง (ผมมีอาการปวดท้อง)

เอาแค่นี้พอ เยอะไปเดี๋ยวจำไม่ได้ แต่ถ้าจะพูดยาวๆแล้วมีปัญหา ก็ตอบไปเลยว่า I’m fine. เท่านั้นพอ

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การทักทายเป็นทางการ

การทักทายอย่างเป็นทางการ ใช้กับคนที่เราให้ความเคารพ หรือ คนที่เราไม่สนิทเอาเสียเลย เช่น เจ้านาย แขกในร้านอาหาร โรงแรมหรือสถานที่ใดก็ตาม การทักทายอย่างเป็นทางการนี้จะมีการแบ่งช่วงเวลาอยู่ด้วยครับ ฉะนั้นก็ใช้ให้ถูกด้วยแล้วกันว่าคำไหนใช้เวลาไหน

Good morning.
กุด ม๊อนิง
ดี  ตอนเช้า (สวัสดีตอนเช้า) เช้าถึงเที่ยง

Good afternoon.
กุด ด๊าฟเทอะนูน
ดี  ตอนบ่าย (สวัสดีตอนบ่าย) บ่ายถึงเย็น

 Good evening.
กุด ด๊ฟนิง
ดี  ตอนเย็น (สวัสดีตอนเย็น) เย็นถึงดึกๆ

ก็ลองเอาไปฝึกดูนะครับ และจดจำให้ได้ว่าคำไหนใช้ตอนไหน

เวลาเอาไปใช้งานจริงๆ ก็จะตามชื่อบุคคลนั้นๆ เช่น

Good morning, Mr. John.

กุด ม๊อนิง มิสเตอะ จอน (สวัสดีตอนเช้าคุณจอน)

แต่ถ้าเป็นแขกที่เราไม่รู้จัก จะใช้คำว่า sir (เซอ = คุณผู้ชาย) madam (แม๊เิดิม = คุณผู้หญิง) เช่น

Good evening, sir.
กุด ดี๊ฝนิง เซอะ (สวัสดีครับคุณผู้ชาย)

Good evening, madam.
กุด ดี๊ฝนิง แม๊เดิม (สวัสดีครับคุณผู้หญิง)

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การทักทายไม่เป็นทางการ

ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการทักทายอย่างไม่เป็นทางการที่ใช้กันบ่อยๆ ก็ให้จดจำสองคำนี้เอาไว้เป็นพอครับ

การทักทายอย่างไม่เป็นทางการคือการทักทายแบบเป็นกันเอง กับคนที่เรารู้จักหรือสนิทสนมเป็นอย่างดี โดยไม่เกี่ยวกับอายุ เช่น คนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่ากับหลานๆ หรือพ่อแม่ลูก หรือจะเป็นครูกับนักเรียน เพื่อนๆร่วมชั้นเป็นต้น

สรุปเอาง่ายๆว่า ทักทายคนที่มักคุ้นกันอย่างดีก็แล้วกันครับ

ประโยคภาษาอังกฤษ ใช้ในการทักทายแบบไม่เป็นทางการ

  • Hi  ฮ๊าย  หวัดดี
  • Hello เฮ็ลโล๊  สวัสดี

การนำไปใช้ ก็ให้ต่อท้ายด้วยชื่อของคนๆนั้น เช่น

Hi, Jo. ฮ๊าย โจ   หวัดดี โจ

Hi, Sam. ฮ๊าย แซม   หวัดดีแซม

Hello, Mr. Tom. เฮ็ลโล๊ มิ๊สเตอ ทอม สวัสดีคุณทอม

Hello, Susan. เฮ็ลโล๊ ซู๊ซัน สวัสดี ซูซาน

เอาสำนวนเหล่านี้ไปฝึกใช้กันนะครับ การเรียนภาษาอังกฤษให้เรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวภาษาก็จะซึมซับเองโดยอัตโนมัติ